ยิ่งเบายิ่งเร็วจริงหรือ?

การแข่งขันที่ยิ่งมีแต่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นในวงการรองเท้าวิ่ง ถือเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รองเท้าวิ่งเริ่มที่จะมีน้ำหนักน้อยลงเรื่อยๆ เห็นได้จากรองเท้าที่ คลาเรนซ์ เดมาร์ เจ้าของแชมป์ บอสตัน มาราธอน 7 สมัย และนักวิ่งอีกหลายคนสวมใส่ในการแข่งขันปี 1920 ซึ่งผลิตจากหนังและพื้นยางจนมีน้ำหนักราวข้างละ 10 ออนซ์ หรือราว 280 กรัม

 

กาลเวลาผ่านไปเกือบ 100 ปี บริษัทผู้ผลิตรายต่างๆ ก็ได้เอาน้ำหนักมาเป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อแข่งขันทางการตลาด โดยบางบริษัทถึงกับโฆษณาว่า รองเท้าของพวกเขาหนักข้างละไม่ถึง 3 ออนซ์ หรือราว 85 กรัมเสียด้วยซ้ำ

หากคิดเป็นบัญญัติไตรยางค์ง่ายๆ หมายความว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่ สามารถทำให้รองเท้าวิ่งยุคนี้ เบาจนขนาดที่มีน้ำหนักเพียง 1 ใน 3 ของรองเท้ายุคเก่า แต่น้ำหนักที่เบาลงจะช่วยให้นักวิ่งสามารถวิ่งเร็วได้ถึงขนาดไหนกัน?

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ ได้ทำการทดลองเมื่อปี 2016 ด้วยการนำนักวิ่ง 18 คนมาทดสอบด้วยการวิ่งจับเวลาระยะทาง 3,000 เมตร ณ สนามในร่ม โดยทุกคนจะต้องลงทำเวลาสัปดาห์ละครั้งรวม 3 สัปดาห์ 

เนื่องจากทีมวิจัยต้องการที่จะใช้ “น้ำหนักของรองเท้า” เป็นตัวแปรหลักของการทดลอง พวกเขาจึงได้เตรียมรองเท้าให้อาสาสมัครคนละ 3 คู่ ซึ่งทีมวิจัยได้ใส่ตัวแปรเป็นตะกั่วถ่วงน้ำหนักติดในรองเท้า 2 คู่ ด้วยน้ำหนักที่ไม่เท่ากัน คู่หนึ่งถูกถ่วงน้ำหนักเพิ่ม 3.5 ออนซ์ (ราว 100 กรัม) ต่อข้าง อีกคู่ถูกถ่วงเพิ่ม 10.6 ออนซ์ (300 กรัม) ต่อข้าง

การใส่ตัวแปรดังกล่าว ทำให้มีรองเท้า 3 แบบที่นักวิ่งต้องใช้ แบบแรกคือรองเท้าปกติมาตรฐานโรงงาน หนักข้างละ 8 ออนซ์ หรือราว 230 กรัม แบบสอง น้ำหนักเพิ่มเป็น 11.5 ออนซ์ หรือราว 330 กรัมต่อข้าง และสุดท้าย หนักข้างละ 18.6 ออนซ์ หรือ 530 กรัม

ซึ่งผลการทดสอบก็ให้ผลที่ชัดเจน เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ส่งผลโดยตรงกับเวลาที่ทำได้ โดยน้ำหนักของรองเท้าที่มากกว่าเดิม 3.5 ออนซ์ต่อข้าง ทำให้นักวิ่งวิ่งได้ช้ากว่าเดิม 1% จากเวลาที่ทำด้วยรองเท้าสเปกโรงงาน ไม่ถูกปรับแต่งเพิ่ม

จากผลการทดลองดังกล่าว ทีมวิจัยได้นำตัวเลขไปคำนวณต่อยอดและพบว่า สำหรับรองเท้าวิ่งน้ำหนักเบา ที่เบากว่ารองเท้าวิ่งโดยทั่วไปถึง 3.5 ออนซ์ต่อข้างแล้ว คนที่สวมใส่จะสามารถวิ่งระยะมาราธอน 42.195 กิโลเมตรได้เร็วกว่าตอนใส่รองเท้าแบบธรรมดาถึง 57 วินาทีเลยทีเดียว

 

“ยิ่งเบายิ่งดี” จริงหรือ?

จากการทดลองที่กล่าวไปข้างต้น คงไม่เป็นที่สงสัยแล้วว่า น้ำหนักที่เบากว่า คือสิ่งที่ช่วยให้เราสามารถวิ่งได้เร็วกว่าเดิมจริงแท้ 100%

ทว่าแม้การใส่รองเท้าวิ่งที่เบา จะช่วยทำเวลาได้ดีขึ้นจริง แต่เบากว่า ก็ไม่ได้ดีกว่าเสมอไป…

โค้ชเป้ง – สาธิก ธนะทักษ์ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังที่ช่วยให้ “ตูน บอดี้สแลม” อาทิวราห์ คงมาลัย วิ่งจากใต้สุดถึงเหนือสุดของประเทศไทย 55 วัน 2,215 กิโลเมตร ในโครงการ “ก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” เมื่อปี 2018 เปิดเผยกับทีมงาน Main Stand ว่า 

“ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า รองเท้าวิ่งที่มีขายตามท้องตลาดในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะแบรนด์ไหนก็ตาม จะถูกออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์เฉพาะ รุ่นนึงอาจจะทำเพื่อวิ่งในเมืองหรือ City Run อีกรุ่นอาจจะทำเพื่อวิ่งมาราธอน อีกรุ่นทำไว้สำหรับการวิ่งเทรล (Trail running – การวิ่งในสภาพภูมิประเทศ)”

“และเมื่อพูดถึงรองเท้าที่เบา แน่นอนว่ามันต้องมีข้อแลกเปลี่ยนที่ช่วยให้รองเท้าเบาลง ส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของความทนทาน สังเกตว่ารองเท้าสายทำความเร็วจะมีอายุการใช้งานที่สั้น คล้ายๆ กับรองเท้าสตั๊ดในกีฬาฟุตบอลบางรุ่นที่เบาสุดขีด แต่ใส่ได้เพียง 10 นัดแล้วก็พัง อีกส่วนคือทางผู้ผลิตก็จะตัดทอนในส่วนการรองรับแรงกระแทก หรือ Cushioning ให้น้อยลง แต่ในกรณีหลัง เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น ก็ทำให้รองเท้าสามารถรับแรงกระแทกได้ดีเทียบเท่าหรือดีกว่าในอดีตเสียอีก”

“ทีนี้ในการวิ่ง โดยธรรมชาติแล้วมันจะมีอยู่ช่วงจังหวะหนึ่งที่เท้าทั้งสองข้างจะอยู่ไม่ติดพื้นเสมอ และเวลาที่เท้าลงถึงพื้นเนี่ย มันจะมีแรงกระแทกใส่เท้าของเรา 2-3 เท่าของน้ำหนักตัว ในกรณีของคนที่น้ำหนักตัวเยอะ อาจจะซัก 100 กิโลกรัม แรงที่กระแทกใส่จากการวิ่งอาจมากถึง 200-300 กิโลกรัม พอซ้ำๆๆ ไปเรื่อยๆ โอกาสบาดเจ็บของนักวิ่งก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย”

ในประเด็นนี้ ทีมวิจัยจาก Sansom Institute for Health Research มหาวิทยาลัยเซาธ์ ออสเตรเลีย ได้ทำการศึกษานักวิ่ง 61 คนเป็นระยะเวลา 26 สัปดาห์เมื่อปี 2018 ก่อนจะพบว่า นักวิ่งที่มีน้ำหนักตัวมาก จะมีโอกาสได้รับบาดเจ็บจากการวิ่งเมื่อใส่รองเท้าที่มีน้ำหนักเบามากกว่านักวิ่งที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่าอย่างชัดเจน โดยนักวิ่งที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 85 กิโลกรัม ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของผู้ชายในประเทศออสเตรเลีย จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะบาดเจ็บเวลาใส่รองเท้าวิ่งน้ำหนักเบามากกว่านักวิ่งที่มีน้ำหนักตัวน้อยถึง 3 เท่าเลยทีเดียว